ก่อนอื่นก็...
..........
.............................
ในห้วงความฝันยามนิทรา พลันปรากฏภาพผืนป่าเขียวขจีแห่งหนึ่งขึ้น ภายในเพียบพร้อมไปด้วยสัตว์นานา
ทั้งสายธารทั้งเล็กใหญ่
“ณ ที่แห่งนี้... คือบ้านเกิดแลที่ทอดกายของพวกเรา... ...แต่เดิม เรามิได้เป็นแวร์วูล์ฟ
หากแต่เป็นภูติอารักขาแห่งป่า...”
ยามสิ้นเสียงนั้น สิ่งที่คาดว่าคงเป็นภูติอารักษ์ ก็ปรากฏขึ้น ร่างกายที่มีสีสันไม่โดดเด่นนักสีเทาหมอกมัวดังร่มไม้ในป่า
ร่างกายสูงดังมนุษย์ที่โตเต็มวัย ใบหน้านั้นก็มิได้ต่างจากมนุษย์ แต่มีเพียงดวงตาเท่านั้น ที่ต่างออกไป...
ดวงตาสีแปลกประหลาด ตัดกับสีตัวที่หมองมัวนัก ส่วนตาขาวที่ไม่ควรเป็นสีอื่น กลับเป็นสีม่วงดำ
ตัดกับนัยน์ตา ซึ่งเป็นสีแดง และม่านตาสีเหลือง ทั้งที่สามสีนี้ไม่อาจมารวมกันได้ หากแต่กลับรวมกันได้อย่างดี
“...กาลก่อน ก่อนที่จักมีมนุษย์เข้ามาในป่านี้... พวกเราได้รับความนับถือบูชาว่าเป็นผู้ปกปักรักษาป่า...
พวกเราคอยชี้นำทางแก่ผู้ที่หลงเข้ามาในป่าเสมอ.. เพื่อมิให้พวกเขาถูกป่ากลืนกินไปเสีย
แลทุกสิ่ง ดูสุขสงบเหลือเกิน...”
........................
“แลหากแต่สงครามไม่เกิดขึ้น... ทุกอย่างคงยังสงบอยู่เช่นนั้น......”
“.....แต่เมื่อสงครามระหว่างเผ่าพลันปะทุ ระหว่าง แวมไพร์ แวร์วูล์ฟ แล มนุษย์.....
พวกมนุษย์ซึ่งอ่อนแอกว่าในครานั้นได้หนีตายมาพึ่งพิงป่านี้....
พวกเราซึ่งแต่เดิมได้เคยช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขา จึงได้เข้าไปดูแล...”
ท่ามกลางภาพความทรงจำแห่งป่าเขาเขียวขจี ได้ปรากฏภาพของความโหดร้ายแห่งสงคราม
ซากศพต่างเผ่าพันธุ์รายเรียงกระจัดกระจาย เสียงโหยหวนขอชีวิต แม้แต่ขอความตาย ดังระงมไปทั่ว
ท่ามกลางภาพเหล่านั้น ได้มีมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งดูจากเครื่องแต่งกายแล้วคงเป็นอัศวิน เดินโซเซกุมบาดแผลฉกรรจ์ที่ท้องเข้ามาหลบภัยในป่านี้
ซึ่งได้ถูกกล่าวขานว่า มีผู้ปกปักรักษาอยู่ เพื่อหวังจะได้รับการปกป้อง
“.....นั่น อาจเป็นความผิดพลาดครั้งแรก แลครั้งสำคัญ ที่พวกเราได้ช่วยเหลือมนุษย์ผู้นั้น...
เพราะนั่น.... นำความหายนะแลความตายมาสู่เรา...”
ชายผู้ที่ได้หลบเข้ามาในป่านั้นเดินโซซัดโซเซ จนกระทั่งร่างกายล้าเกินกว่าจะไปต่อไหว
จึงได้นั่งลงพิงกายตนกับต้นไม้ใหญ่ บาดแผลนั้นสาหัสมาก และกำลังกัดกินร่างกายเขาเรื่อยๆ
เหตุเกิดจากมนต์ดำที่เกาะกินอยู่
ชั่วครู่พลันปรากฏร่างที่สีสันคล้ายดังเงาร่มไม้เดินออกมาจากเงามืดในป่า ร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ
หากแต่ ยิ่งร่างนั้นเข้าใกล้ตนมากเท่าไร ชายหนุ่มก็รู้สึกว่า มนต์ดำที่กัดกินร่างเขาอยู่นั้น อ่อนอานุภาพลงไปทีละน้อย
จนกระทั่งร่างที่ดูเลื่อนลอยแปลกประหลาดนั้นนั่งยองลงข้างตน เอ่ยภาษาที่ไม่อาจเข้าใจได้ ดังไต่ถามด้วยความห่วงใย
“...ทะ..ท่านเป็นใครกัน ปีศาจหรือไร ..อย่าฆ่าข้าเลย” เสียงสั่นเครือด้วยความกลัวและเจ็บปวด
แต่ถึงกระนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงกัดฟันหันหน้าเผชิญกับร่างแปลกประหลาดนั้น หากสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็พลันเกิดขึ้น
ร่างที่เลื่อนลอยนั้น ยื่นมือตนออกมาวางทับบนมือที่กุมบาดแผลอยู่ของชายหนุ่ม และเขา
ได้รู้สึกถึงพลังบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างตน
บาดแผลที่แต่เดิมเกือบคร่าชีวิตเขาไป กลับตื้นขึ้น และเขาเองก็ไม่รู้สึกถึงมนต์ดำที่กัดกินบาดแผลของตนอีก
“...บาดแผลมัน... หายไปแล้ว” ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ คลายมือที่กุมแผลออก พลางสำรวจดูรอยบาดแผลซึ่งเคยมีอยู่ก่อนหน้า
“ขอบคุณท่านมาก ...” ชายหนุ่มกล่าวพลางพยายามมองใบหน้าของสิ่งแปลกประหลาดตรงหน้าตนให้ชัดเจน
สิ่งที่เขาได้เห็น ซึ่งเตะตามากที่สุด คือดวงตาอันแปลกประหลาด ซึ่งเขาเคยเห็นภาพของมันในหนังสือเครื่องราง
มันเป็นเครื่องรางที่ยังไม่เคยมีใครได้พบเห็นกับตา และไม่มีใครเคยมีมันไว้ในครอบครอง จึงได้มีแต่เรื่องที่เล่าขานกันมาแต่นานนมเท่านั้น
ว่าดวงตานี้ มีอำนาจสลายมนต์ดำและธาตุมืด ถึงแม้จะทำให้ผู้ถือครองไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ดำ ไสยศาสตร์หรืออาคมได้ก็ตาม
แต่มันก็ยังคงถูกตีราคาไว้สูงลิบ แม้แต่ข่าวคราวเกี่ยวกับดวงตานี้ ก็ยังสามารถเรียกราคางามๆ ได้
และบัดนี้ สิ่งที่เขาไม่เคยได้เห็น และอาจเป็นสิ่งที่จะพลิกชีวิตอัศวินจนๆเช่นเขา ได้มาอยู่ตรงหน้าแล้ว
“ดวงตานั่น... ” ชายหนุ่มพึมพำในลำคอ พลางตัดสินใจลุกขึ้นยืนเมื่อรู้สึกว่ากำลังของตนกลับมาแล้ว
ร่างของเขากับสิ่งแปลกประหลาดนั้น สูงไม่ต่างกันมากนัก เขาเดินเข้าไปใกล้ และตัดสินใจชักดาบที่เอวของตน
แทงเข้าไปที่กลางอกของภูติร่างสีหมอก
“ฮะๆ ทะ ท่านอย่าถือสาข้าเลยนะ ที่ข้าทำไป ..ก็เพื่อความอยู่รอด..ไม่สิ เพื่อความยุติธรรมเท่านั้น
ยุติธรรมที่จักเอาสิ่งมีค่านี้ มาให้พวกพ้องข้าอย่างไรเล่า ฮ่าๆๆๆ!!!” ชายหนุ่มกล่าวด้วยเสียงระรัวด้วยความอยาก
ร่างเลื่อนลอยนั้นชะงักไปครู่ด้วยความตกใจ ชายหนุ่มจึงฉวยโอกาสนี้ปล่อยดาบ และควักดวงตาทั้งสองข้างของอีกฝ่าย
เมื่อดวงตาได้ถูกช่วงชิงไป ร่างกายสีหมอกนั้นพลันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและสลายไปไม่เหลือแม้เงา
ชายหนุ่มรีบเก็บดาบและใส่ดวงตาสีประหลาดนั้นไว้ในถุงเล็กๆ ที่เอวของตน และรีบวิ่งหนีออกจากป่า
มุ่งหน้าไปยังเมืองของตน
“ฮ่าๆๆ!!! ไม่นาน ไม่นานหรอก! ข้าจักต้องรวยแน่ ก็ข้าได้เครื่องรางหายากนี่ไว้ในมือแล้วนี่นา”
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโลภไปตลอดทางที่เขาผ่านมา
เมื่อกลับมาถึงที่พัก จึงได้แกะถุงที่ใส่ลูกตานั้นเพื่อดูให้แน่ใจ
หากแต่ ยามที่เขาถือมันไว้ในมือ ไม่นาน มันก็สลายกลายเป็นอากาศธาตุ
“บ้าเอ๊ย!!! ทำไมกัน ในเมื่อมันยังอยู่ในถุงดีๆ อยู่เลยนี่ ชิ... ยังไงข้าก็ยังพอจะขายข่าวว่าพบเครื่องรางนี่แล้วล่ะนะ
หึ ข้าได้รวยแน่คราวนี้” ถึงจะขุ่นเคือง ที่ชวดเงินก้อนงามที่จะได้จากการขายเครื่องรางที่ได้มา แต่ชายหนุ่มก็ยังคงกระหยิ่มยิ้มย่อง
ที่อย่างน้อย ข่าวของการค้นพบนี้ จักนำพาเงินทองมาสู่เขา
หลังจากสงครามได้ผ่านพ้นไป และยังไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะ
...หากแต่ในเมืองของมนุษย์ พลันปรากฏข่าวลือ....ว่ามีอัศวินผู้หนึ่ง ได้ค้นพบแหล่งของเครื่องรางสลายมนต์ดำที่หายากแล้ว
และไม่นานนัก การบุกรุกป่าแห่งนั้นเพื่อล่าและช่วงชิงดวงตาสีแปลกประหลาดนั้น ก็ได้เริ่มขึ้น
อาวุธยุโทปกรณ์ต่างๆ ที่ทำจากเงิน และปลุกเสกสารพัดแบบ ได้นำมาใช้เพื่อการนี้ รวมถึงกลยุทธ์ต่างๆ นานา
ความปลิ้นปล้อน เจ้าเล่ห์เพทุบายทั้งหลาย ได้ถูกเค้นขึ้นมาเช่นกัน ภูติตนแล้วตนเล่าได้สังเวยชีวิตตนจากตัณหาความโลภนี้
แต่กระนั้น ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดสามารถครอบครองลูกตาสีประหลาดนั้นได้สักคน
แต่ทว่า...ถึงแม้ลูกตาที่ล่ามาได้ จะสลายไปในข้ามคืน แต่เหล่ามนุษย์หาได้ย่อท้อ กลับหาวิธีต่างๆ นานา
เพื่อใช้ในการกักเก็บลูกตาเหล่านั้น.... ถึงแม้มันจะไม่เคยได้ผลก็ตาม
ซึ่งพวกเขาทำได้เพียงแค่ ทดลอง วิธีเก็บรักษาต่อไปเรื่อยๆ เพียงเท่านั้น
การล่าดำเนินต่อไปนานหลายปี จากรุ่นสู่รุ่น จำนวนภูติในป่านั้นแต่เดิมซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว ก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
เหล่าภูติได้แต่นึกเสียใจ ว่าเหตุใด การช่วยเหลือมนุษย์คนหนึ่ง กลับกลายเป็นหายนะแห่งเผ่าพันธุ์ได้ถึงเพียงนี้
ความชิงชังต่อการช่วงชิงนี้ได้เพิ่มพูนขึ้นในใจของเหล่าภูติ จนกระทั่ง..... เหลือเพียงแค่ภูติตนสุดท้าย
“...หากสามารถย้อนเวลาได้ พวกเราคงปล่อยให้มนุษย์คนนั้นตายไปเสียดีกว่า....
เพราะสิ่งที่เขานำพามา ได้ทำลายเราจนแทบสูญสิ้น...
.........
การช่วงชิงที่โง่เขลานั่น ได้พรากชีวิตไปจากเรา
....แลพวกเขา มิได้ตระหนักถึงสิ่งนี้เลยแม้เพียงนิด....”
..................
“ตัวข้า..ซึ่งเป็นตนสุดท้ายที่เหลือรอด จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงร่างแห่งภูตินี้ ไปสู่หนทางใหม่...”
ณ คืนที่ฟากฟ้าราตรีไร้แสงจันทร์ มีเพียงหมู่ดาวที่พร่างพรายทั่วผืนฟ้านั้น ได้เป็นคืนที่เปลี่ยนทุกสิ่ง....
ภูติตนสุดท้ายที่เหลือรอด ได้ใช้ความชิงชังต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ความเจ็บปวด ความเศร้าโศก ความทรมาน ความรันทดใจ
และความรู้สึกอีกหลายหลากที่เสียดแทงใจและกายตนทั้งจากที่ถ่ายทอดมาจากพวกพ้องที่ตายไปและที่เกิดจากตน มาแปรเปลี่ยนร่างกายตนเอง.....
ให้กลายเป็นอสูร
ร่างกายที่สูงใหญ่ขึ้น มีเล็บที่แหลมคมและพละกำลังมหาศาล หากแต่ยังคงใกล้ชิดกับธรรมชาติและธาตุทั้งสี่มากเช่นเดิมที่เคยเป็น ...
หากแต่ร่างกายใหม่นี้ กลับไม่เสถียรเท่าที่เคย... จึงต้องสร้างหน้ากากขึ้นมาเพื่อปกปิดใบหน้าของตน เพิ่มความเสถียรให้ร่างกายใหม่...
นับแต่นั้น มนุษย์ที่เคยเป็นผู้ล่า กลับเป็นฝ่ายถูกล่า แต่ด้วยที่ร่างกายที่แปรเปลี่ยนไปนั้นยังขาดสิ่งจำเป็นอีกอย่าง.... นั่นคือ เลือดของปีศาจ...
ภูติตนนั้น จึงได้ออกจากป่าซึ่งเป็นบ้านเกิด และออกเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง...
“ข้าเลือกที่จักเดินทางไปยังป้อมของแวร์วูล์ฟ...
เพราะข้าเห็นว่า พวกเขาอยู่ใกล้ธรรมชาติมากกว่าเผ่าพันธุ์อื่น”
“ข้าหวังเพียงจักได้พบเจอผู้นำของเผ่า แต่นั่น คงเป็นไปได้ยากนัก ...
ข้าจึงตัดสินใจพักอยู่ในป่าใกล้ๆ”
“วันเวลาล่วงเลยผ่านไปนานพอดู... แต่แล้ว... ในที่สุด โชคก็เข้าข้างข้า....”
ในคืนวันเพ็ญ ยามที่จันทราลอยสูงเหนือฟากฟ้า ราชาแห่งแวร์วูล์ฟ ได้เดินเที่ยวเล่นดูธรรมชาติริมชายป่า
ภูติตนนั้นจึงได้ใช้โอกาสนี้ เข้าใกล้องค์ราชา
“หืม? ...ไม่ยักรู้ ว่ามีสิ่งมีชีวิตเฉกเช่นท่านอยู่ด้วย” ราชาหมาป่าพูดขึ้นลอยๆ ก่อนหันไปเผชิญหน้ากับภูติใส่หน้ากาก
ใบหน้าน่าเกรงขามด้วยอำนาจแห่งแวร์วูล์ฟปรากฏรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย “อะไรทำให้ท่านมาหาข้าเล่า?...”
ภูติใส่หน้ากากตอบกลับ หากแต่ภาษานั้นไม่อาจฟังเข้าใจได้ เพราะสำหรับเผ่าพันธุ์อื่น เสียงของเหล่าภูติ เป็นเหมือนเสียงสายลมและเสียงต่างๆ ของธรรมชาติเท่านั้น
หาได้เข้าใจความหมายของมันไม่ ภูติใส่หน้ากาก จึงได้แต่ใช้การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของหมอกเป็นตัวหนังสือเพื่อบอกกล่าวเรื่องราวเท่านั้น
หากแต่ราชาแวร์วูล์ฟไม่ได้มีท่าทีใดๆ นอกจากการพยายามที่จะเข้าใจสิ่งที่ภูติตนนั้นได้สื่อสาร จึงได้ดูทุกสิ่งอย่างตั้งใจ
“ท่านคงระเห็จมานานเป็นแน่ ถึงข้าจะไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพยายามสื่อมากนัก แต่ข้าพอรู้..
ว่าท่านต้องการความช่วยเหลือ” ราชาหมาป่าหนุ่มยิ้มเล็กน้อย พลางกล่าว “มีอะไรที่ข้าจักช่วยท่านได้บ้างเล่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ภูติใส่หน้ากากจึงได้ใช้นิ้วขีดเขียนตัวหนังสือจากสายหมอก ได้ความว่า
/ข้านั้น จักขอเลือดจากท่าน แค่เพียงหยดเดียวเท่านั้น/
“ท่านจักเอาไปทำสิ่งใดเล่า” เสียงทุ้มแฝงด้วยอำนาจเอ่ยถาม หลังจากที่ได้เห็นข้อความดังกล่าว ภูติร่างสีเทาจึงได้ขีดเขียนสายหมอกขึ้นอีกครา
/ด้วยเผ่าพันธุ์แห่งข้า ได้สูญสลายไปจนแทบสิ้น เหลือข้าเพียงหนึ่ง แต่ข้ายังคงหวัง ที่จะมีชีวิตต่อ
จึงได้เปลี่ยนตนสู่ทางใหม่ หากแต่ยังไม่สมบูรณ์/
เมื่อได้อ่านข้อความเลือนรางนั่น คิ้วหน้าพลันเลิกสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจระคนยินดีอยู่กลายๆ
“ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงต้องการเลือดข้า เพื่อเปลี่ยนตนเอง มาเป็นพวกข้า ผ่านทางเลือดสินะ” กล่าวจบ ราชาหมาป่าก็ต้องยิ้มออกมา
เมื่อภูติที่อยู่ต่อหน้านั้น ได้พยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงตอบรับ
“ถ้าเช่นนั้น จงรับไปเถิด” กล่าวจบ ราชาหมาป่าได้ใช้เล็บจิกลงไปบนฝ่ามือตน แล้วยื่นมือที่มีเลือดซึมนั้นไปเหนือมือของภูติที่อยู่ตรงหน้า
เลือดหยดเล็กๆ สองสามหยดหล่นลงบนมือสีหมอกนั้น
“เลือดหยดเล็กเพียงไม่กี่หยดในครานั้น ....ได้แปรเปลี่ยนชีวิตข้า และพวกเจ้า ไปตลอดกาล......”
ร่างสีหมอกค้อมตัวลงเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนก้มตัวลงเปิดปากส่งลิ้นออกไปเลียหยดเลือดบนฝ่ามือตน ไม่นานนักหลังจากได้รับเลือดนั้น
ร่างกายที่มีสีแปลกประหลาดดูเลื่อนลอยดังควัน ก็กะเทาะออก หน้ากากที่เคยมี ก็ได้สลายไป สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า
บัดนี้ มีเนื้อหนังเหมือนชาวแวร์วูล์ฟที่แปลงเป็นมนุษย์ ผมและเคราสีน้ำตาลแดงดูแปลกตา และร่างกายที่สูงใหญ่ หากแต่ยังคงไว้ซึ่งดวงตาแปลกสีนั่น.....
ดวงตานั้นส่องแสงเรื่อเรืองท่ามกลางความมืด
“หึหึหึ ท่านได้เปลี่ยนรูปไปโดยสมบูรณ์แล้ว... สีผมของท่านดูแปลกดีนัก ยามอยู่ในร่างหมาป่า มันต้องสง่างามมากเป็นแน่...
แลดวงตานั่นอีก นับว่าเป็นเกียรติ ที่ข้าได้มีโอกาสได้เห็นดวงตาเช่นนี้” เสียงทุ้มแฝงอำนาจกล่าวอย่างยินดี
“ข้ายินดีต้อนรับท่านเข้าเป็นเครือญาติพี่น้องแห่งเรา ชาวแวร์วูล์ฟ ตัวท่านนั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใด...”
ภูติที่บัดนี้กลายเป็นแวร์วูล์ฟ ได้ตอบกลับอย่างยินดี
“ตัวข้า มีนามว่า .... วอลเด็น”
“นั่นคือเรื่องราวทั้งหมด ที่ข้าได้ประสบพบเจอ...
แลข้าหวังให้พวกเจ้า ลูกหลานผู้มีดวงตาและพลังเฉกเช่นข้า ได้รับรู้...”
“ถึงแม้นข้ามิได้สาบานต่อองค์ราชา... หากแต่ใจข้านั้นตั้งมั่น......
ดังถือว่าเป็นสัญญาแห่งเลือด...
สัญญา....
ที่จะปกป้อง ดูแล และต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์ ที่มีบุญคุณต่อเรา....”
“ลูกหลานเอ๋ย....
......หากเจ้ามีดวงตาเฉกเช่นข้า....
....จงรับรู้เรื่องราวที่มาแห่งเรา เรียนรู้การใช้พลังธรรมชาติ แลวิถีการต่อสู้แห่งเรา...
....จงใช้ร่างแวร์วูล์ฟที่ได้รับมา แลร่างเดิมแห่งเราในยามที่ดวงดาราไร้จันทร์เคียง...
....จงภูมิใจในสิ่งเหล่านี้ แลใช้มันเพื่อเผ่าพันธุ์เถิด....
จงใช้นามขึ้นต้นเช่นเดียวกับข้า... แล้วตามด้วยชื่อของเจ้า
...เพื่อบ่งบอกถึงสายเลือดที่หลงเหลือแห่งข้าในตัวเจ้า... ว่าตัวเจ้าจักเป็นผู้สืบทอดสัญญานี้...
...จงสอนสั่ง และดูแลลูกหลานที่ไม่ได้มีดวงตาเช่นข้า...
จงยินดีเถิด ที่พวกเขาได้เป็นแวร์วูลฟ์เต็มตัวแล้ว....
...แลสำหรับลูกหลาน ที่ไม่มีดวงตาเช่นข้า... จักถือว่า เขาพ้นจากสัญญานี้...
...จงท่องไปอย่างอิสระตามแต่ใจปรารถนาเถิด...”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ++++++++
//ยาวแท้ orz...
นี่ก้ครั้งที่สองที่ได้แต่งอะไรแบบนี้ เพราะปกติวาดรูปอย่างเดียว (ฮา)
พรุ่งนี้ก็คืนเดือนมืดแล้ว ซึ่งเป็นคืนที่ปู่จะถูกบังคับให้เปลี่ยนรูปไป ...แถมกลับร่างไม่ได้อีกแน่ะ กว่าจะพ้นคืนนั้นไป
รูปร่างของปู่ก็.... แบบเดี๋ยวกับต้นตระกูลแหละนะ แต่หนวดยาวกว่า (ก๊ากกกก)
มาดูกันเต๊อะห์

//ตกลงปู่เป็นตัว...อะไร๊ยยยยย์!!!!
พออยู่ในร่างนี้แล้ว จะไม่มีอะไรเหมือนแวร์วูล์ฟเลยสักกะติ๊ด ไม่มีชีพจร ไม่มีลมหายใจ มีแต่การหมุนเวียนพลังธาตุ
ในร่างนี้ปู่จะใช้ธาตุทั้งสี่ได้คล่องมากที่สุด แต่ไม่ค่อยใช้ไฟหรอก เพราะไม่ชอบ (ฮา)
กรณีสู้กัน ถ้าใช้อาวุธธรรมดา อาวุธที่เกิดจากมนต์ดำหรือธาตุมืดจะฟันแบบผ่านไปเฉยๆ //ไม่โดนตัว
แต่อาวุธเงินกับของปลุกเสกจะพอใช้ได้ผลกว่าล่ะ //อย่างน้อยก็โจมตีโดน
จากเรื่องราว เลยสรุปได้ว่า วอลเด็น เป็นเหมือนนามสกุลล่ะ (เฉพาะพวกที่มีดวงตาแบบปู่) ส่วนชื่อจริง อยู่ข้างหลัง (ฮา)
อีกอย่าง... อย่าสู้กับปู่แกในป่าเด็ดขาด จะซวยเอา เพราะดีกรีความหลอนของปู่จะพุ่งปรี๊ดทันทีเมื่ออยู่ในป่า (ผีฟ้าเอย //ผิดห์)
อูย อัพยาวมาก ยังไงก็ฝากปู่หนวดไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยเน่อ //จรลี~